เวลาเลือกซื้อรองเท้าผ้าใบสักคู่ สิ่งที่ทำให้ลังเลบ่อยคือเรื่องวัสดุ เพราะมันเกี่ยวกับเงินในกระเป๋า ความสบายตอนใส่ แล้วก็ลุควันนั้นๆ เลย ถ้าซื้อผิดคู่เดียวอาจรู้สึกเสียดายไปนาน เพราะรองเท้าคือของที่ใส่ทุกวัน เดินเยอะ เจอแดดเจอฝนครบ เลยต้องคิดให้ชัดว่าอยากได้คู่ที่อยู่ด้วยกันยาวๆ หรืออยากได้คู่ที่แมตช์สนุกเปลี่ยนบ่อยตามชุดตามอารมณ์
เลยอยากชวนคุยเรื่องหนังแท้กับหนังเทียมแบบตรงไปตรงมา ไม่มีฝั่งไหนดีกว่าอีกฝั่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันอยู่ที่การใช้ชีวิตของแต่ละคน ถ้าชอบความคลาสสิก เน้นคู่เดียวจบ ใส่ทำงานใส่เที่ยวได้หมด ก็มีทางเลือกหนึ่ง ถ้าชอบแต่งตัว ชอบสีใหม่ๆ ชอบเปลี่ยนสไตล์ทุกเดือน ก็มีอีกทางเลือกหนึ่ง พอเข้าใจจุดต่างแล้วจะเลือกง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องเดินวนในร้านให้ปวดหัว
รองเท้าผ้าใบผู้หญิง หนังแท้ vs หนังเทียม
รองเท้าผ้าใบหนังแท้จับครั้งแรกจะรู้สึกถึงความนุ่มแน่น มีกลิ่นหนังธรรมชาติเบาๆ ใส่ไปสักสองสามอาทิตย์หนังจะเริ่มนิ่มลงและค่อยๆ ปรับเข้ากับรูปเท้า ทำให้เดินนานๆ ไม่เจ็บเหมือนวัสดุแข็งๆ จุดเด่นที่ชอบมากคือความทนทาน ถ้าดูแลดีๆ ใส่ได้ห้าปีสิบปีสบาย ยิ่งเก่ายิ่งขึ้นเงาสวยแบบที่หนังเทียมทำไม่ได้ ราคาก็แรงตามคุณภาพ แบรนด์ดีๆ อย่าง Acne Studios หนังนูบักนุ่มๆ อยู่ที่ประมาณ 11,900 บาท ส่วน Common Projects หรือ Gucci ที่ใช้หนังแท้ทำมือเกือบทั้งคู่ ราคาพุ่งไป 19,500 ถึง 28,000 บาท ใส่กับยีนส์ เสื้อเชิ้ต หรือเดรสก็ดูแพงขึ้นทันทีโดยไม่ต้องพยายาม
ข้อที่ต้องยอมรับคือหนังแท้เรื่องมากพอสมควร ต้องมีครีมบำรุง ต้องขัด ต้องเก็บให้พ้นความชื้น เจอฝนกรุงเทพที่ตกแบบไม่บอกล่วงหน้าแล้วไม่ได้เช็ดให้แห้งทันที หนังจะแข็งกระด้าง บวม หรือขึ้นราได้ง่ายมาก น้ำหนักก็มากกว่าหนังเทียมนิดหน่อย เดินขึ้นบันได BTS ทั้งวันจะรู้สึกได้เลยว่าขาล้าเร็วขึ้น ถ้าขี้เกียจดูแล ปล่อยทิ้งไว้ในกล่องนานๆ หนังแห้งแตกขอบก็จบเลย แต่ถ้าดูแลเป็นประจำ ผิวหนังจะค่อยๆ ขึ้น patina เป็นรอยใช้งานที่มีเสน่ห์เฉพาะคู่
ฝั่งหนังเทียมหรือ PU PVC คือสวรรค์ของสายเปลี่ยนลุคบ่อย ราคาเข้าถึงง่ายมาก Converse รุ่นคลาสสิกเริ่มต้นแค่ 1,450 บาท Vans Old Skool สีพาสเทลประมาณ 2,300 บาท Adidas รุ่นวิ่งเบาๆ ก็ราว 2,000 บาท เดินลุยน้ำ ลุยฝุ่น เปื้อนโคลน แค่เอาผ้าชุบน้ำหมาดเช็ดก็สะอาด ไม่ต้องลงครีม ไม่ต้องขัดเงา มีสีให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่ขาวล้วน ดำด้าน ไปจนถึงสีนีออนแสบตา อยากได้ลุคใหม่ทุกฤดูกาลก็ซื้อเพิ่มได้โดยไม่ต้องคิดหนักเรื่องเงิน
แต่ความสบายกับอายุการใช้งานคือจุดที่หนังเทียมแพ้ชัดเจน วัสดุพลาสติกไม่ระบายอากาศ ใส่เดินห้างหรือออกไปข้างนอกทั้งวัน เท้าจะอบ เหงื่อออก แล้วกลิ่นอับตามมาเร็วมาก ใช้งานหนักๆ ประมาณปีครึ่งถึงสองปี ผิวหน้าจะเริ่มแตกลายงาแล้วลอกออกเป็นแผ่นๆ ยิ่งเก็บไว้ในห้องร้อนชื้น ไม่ได้ใส่บ่อย ก็เสื่อมเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ซ่อมก็ไม่ได้เพราะไม่ใช่หนังจริง พอลอกแล้วดูโทรมทันที ต้องทิ้งแล้วซื้อคู่ใหม่สถานเดียว
ระหว่างกลางตอนนี้มีตัวเลือกที่น่าสนใจคือไมโครไฟเบอร์ เป็นหนังสังเคราะห์รุ่นใหม่ที่ใช้โพลียูรีเทนผสมเรซินคุณภาพสูงกับเส้นใยเลียนแบบโครงสร้างหนังแท้ ความรู้สึกใกล้เคียงหนังจริงมาก ทั้งความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา ทนความร้อน ทนความชื้นและเชื้อราได้ดีกว่าหนังแท้แบบเก่า ราคาอยู่กลางๆ ประมาณสามพันถึงหกพันบาทแล้วแต่แบรนด์ เหมาะกับคนที่อยากได้หน้าตาหรูแบบหนังแท้แต่ไม่อยากมานั่งดูแลเยอะ หรือกลัวฝน กลัวรา
ลองนึกภาพการใช้ชีวิตประจำวัน เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า ต่อวินมอเตอร์ไซค์ เจอฝนเทลงมากลางทาง หนังแท้ต้องรีบหาที่หลบ เช็ดแห้ง ยัดกระดาษหนังสือพิมพ์ข้างในเพื่อรักษาทรง ส่วนหนังเทียมสะบัดน้ำออกก็แห้งไว ใส่ต่อได้เลย แต่พอแดดออก ร้อนอบอ้าว หนังแท้ที่มีรูพรุนเล็กๆ ตามธรรมชาติจะระบายอากาศได้ดีกว่า ใส่ถุงเท้าบางๆ เดินทั้งวันเท้ายังแห้งสบาย ไม่ค่อยมีกลิ่น ส่วนหนังเทียมจะรู้สึกเหมือนเท้าอยู่ในถุงพลาสติก เหงื่อออกเยอะแล้วรองเท้าจะเริ่มมีกลิ่นติดถาวร
ส่วนตัวมองว่าความคุ้มค่าขึ้นกับวิธีใส่ ถ้าชอบมีคู่โปรดสีขาวหรือสีดำเรียบๆ ใส่ทุกวัน ใส่ทำงาน ใส่เที่ยว ใส่จนเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์ การเก็บเงินซื้อหนังแท้ราคาหมื่นกว่าบาทแล้วดูแลดีๆ ใช้ได้สี่ห้าปีขึ้นไป ถือว่าคุ้มกว่าเพราะเฉลี่ยต่อปีถูกกว่าซื้อหนังเทียมคู่ละสองพันแล้วเปลี่ยนทุกปี ส่วนคู่แฟชั่นสีเจ็บๆ ลายพิเศษที่ใส่ตามกระแสปีเดียวก็เบื่อ เลือกหนังเทียมไปเลย ไม่ต้องเสียดายเงิน วิธีนี้ได้ทั้งรองเท้าทนๆ ไว้ใช้งานจริง และรองเท้าสนุกๆ ไว้เปลี่ยนอารมณ์โดยไม่ต้องจ่ายแพงทุกคู่


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น