มอง New Balance บนชั้นวางแล้วเห็นป้าย Made in USA กับ Made in UK วางคู่กันแล้วเคยลังเลไหมว่าต่างกันตรงไหนบ้างนอกจากประเทศที่ผลิต เพราะราคาก็ใกล้กัน ดีไซน์ก็ดูคล้ายแต่ไม่เหมือน ความรู้สึกตอนหยิบจับก็คนละฟีลเลย อันหนึ่งหนักแน่นพร้อมลุย อีกอันละเมียดละไมเหมือนงานคราฟต์ ทั้งสองไลน์นี้คือรุ่นพรีเมียมที่แบรนด์ตั้งใจทำแยกจากไลน์ผลิตทั่วไป ใช้วัสดุดีกว่า เย็บแน่นกว่า และมีสตอรี่ของโรงงานที่อยู่เบื้องหลังชัดเจน ไม่ใช่แค่แปะป้ายเพิ่มราคา
พอได้ลองใส่จริงทั้งสองฝั่งถึงเข้าใจว่าชอบแบบไหนขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์แต่ละวัน วันไหนอยากได้รองเท้าที่ใส่เดินเยอะ ยืนนาน มีซัพพอร์ตแน่นๆ ก็จะนึกถึงฝั่งอเมริกา ส่วนวันที่อยากแต่งตัวให้ดูเนี้ยบ ต้องการคู่ที่แมตช์กับกางเกงทรงสลิมหรือเสื้อเชิ้ต ฝั่งอังกฤษจะตอบโจทย์มากกว่า มันเลยไม่ใช่เรื่องว่าอะไรดีกว่ากัน แต่เป็นเรื่องของคาแรกเตอร์ที่เข้ากับการแต่งตัวและอารมณ์ตอนนั้นมากกว่า
New Balance ที่เป็น Made in UK VS Made in USA
Made in USA ของ New Balance มีรากจากบอสตันตั้งแต่ปี 1906 แล้วตอนนี้ผลิตจริงจังที่โรงงานในเมนกับแมสซาชูเซตส์ งานทุกคู่ต้องมีมูลค่าวัตถุดิบในประเทศเกิน 70% ตามที่แบรนด์เคลมไว้ ความรู้สึกตอนหยิบ 990v6 หรือ 992 ขึ้นมาคือแน่น หนักแบบมั่นใจ ไม่ใช่เบาโหวงแบบรุ่นผลิต mass ทั่วไป พื้น ENCAP กับ ABZORB ที่ใส่มาให้เดินทั้งวันในเมืองร้อนๆ แบบกรุงเทพยังเอาอยู่ ไม่ยวบเร็ว ส่วนอัปเปอร์เป็น mesh ผสมหนังกลับ pig suede ที่เย็บถี่มาก มองใกล้ๆ เห็นด้ายไม่กระโดดเลย จุดเด่นคือทรง chunky หนาๆ ที่ใส่กับกางเกงขากว้างหรือยีนส์ฟอกแล้วดูมีเรื่องราว ไม่ได้พยายามตามเทรนด์บางๆ
Made in UK ผลิตที่หมู่บ้าน Flimby ใน Cumbria ตั้งแต่ปี 1982 โรงงานเล็กๆ แต่ช่างส่วนใหญ่ทำงานมาเป็นสิบๆ ปี งานเลยออกมาละเอียดแบบ hand-assembled จริงๆ จับ 991 หรือ 1500 แล้วรู้สึกได้เลยว่าหนังนุ่มกว่า USA นิดนึง โดยเฉพาะ pigskin suede กับ nubuck ที่เลือกใช้ สีจะออกโทนหม่นๆ ได้แรงบันดาลใจจาก Lake District เทาเขียว น้ำตาลดิน ไม่ฉูดฉาด ใส่กับเสื้อเชิ้ตหรือเบลเซอร์ไปทำงานก็ไม่ดูสปอร์ตเกิน ทรงจะเพรียวกว่า USA ชัดเจน ปลายเท้าไม่บานมาก เหมาะกับคนเท้าไม่กว้าง แล้วป้ายลิ้น Made in England ที่เย็บมาตรงๆ คือดีเทลเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าซื้อของมีที่มา
ถ้าเทียบงานเนี้ยบแบบจับผิดกันทีละจุด USA จะเน้นโครงสร้างทนทาน พื้น FuelCell ใน 990v6 รุ่นใหม่ให้ความเด้งแบบวิ่งได้จริง ไม่ใช่แค่ใส่เดินห้าง ส่วน USA รุ่นเก่าๆ อย่าง 992 993 ยังใช้ ENCAP กับ ABZORB ที่แน่นเฟิร์ม เดินนานๆ แล้วไม่ปวดส้น ส่วน UK จะชนะเรื่องความประณีตของวัสดุชั้นบน รอยต่อระหว่าง mesh กับหนังกลับแทบไม่มีกาวล้น ด้ายคู่รอบโลโก้ N เย็บตรงเป๊ะ ช่างที่ Flimby ทำประมาณ 28,000-30,000 คู่ต่อสัปดาห์เท่านั้น เลยคุมคุณภาพได้ทั่วถึงกว่าโรงงานใหญ่ ความรู้สึกส่วนตัวคือ USA เหมือนรองเท้าทำงานที่พร้อมลุย ส่วน UK เหมือนรองเท้าที่ตั้งใจตัดเย็บให้ใส่สวยนานๆ
เรื่องดีไซน์ USA จะมาแนวอเมริกันเฮอริเทจชัดเจน สีเทา classic grey, navy, timberwolf driftwood ที่ออกมาปีที่แล้ว คือโทนเอิร์ธที่ใส่กับอะไรก็รอด ทรง 990v3 v5 v6 จะดูอ้วนๆ หน่อยแต่ใส่แล้วขาไม่สั้นเพราะสัดส่วน midsole สูง UK กลับเล่นกับสีแบบอังกฤษมากกว่า อย่าง 991 Sequoia สีน้ำตาล dusty brown หรือ 1500 Maple Syrup ที่ใช้หนังสีน้ำเชื่อม คือดูผู้ใหญ่ ไม่ต้องพยายามแต่งเยอะ ใส่กับกางเกงชิโน่สีครีมแล้วจบเลย ส่วนตัวชอบ UK เวลาต้องแต่งตัวสุภาพนิดนึง แต่ถ้าวันไหนอยากได้ฟีลสตรีทแบบนิวยอร์ก หยิบ USA 990 หรือ 992 สีขาวเทาแล้วจบ
ราคาก็เป็นเรื่องต้องคิด USA รุ่นหลักอย่าง 990v6 เปิดตัวที่ประมาณ 200 ดอลลาร์ ตีเป็นเงินบ้านเราราว 7,200-7,500 บาท ถ้าเจอสีพิเศษหรือคอลแลปก็พุ่งไป 8,000 กว่า ส่วน UK 991 ตัวคลาสสิกเริ่มต้นที่ราว 169 ปอนด์ ประมาณ 7,600 บาท ส่วน 991v2 รุ่นใหม่ที่ใส่ FuelCell ราคาป้าย 210 ปอนด์ หรือประมาณ 9,400-9,500 บาท ถ้าเป็นรุ่นลิมิเต็ดอย่าง Salehe Bembury x 1500 ราคาไปถึง 275 ดอลลาร์ เกือบหมื่นบาท แพงกว่ารุ่นทั่วไปจริง แต่ถ้ามองเป็นการลงทุน หนังกับพื้นของทั้งสองไลน์ทนกว่ามาก ใส่สองสามปีสียังไม่ลอก พื้นไม่ยุบ ต่างจากรุ่นผลิตเอเชียที่ปีเดียวเริ่มย้วย
รุ่น USA ที่น่าเก็บสำหรับคนที่เริ่มสะสม มองไปที่ตระกูล 990 ก่อนเลย 990v1 OG สีเทาคือต้นตำรับ 990v3 สี core grey ที่คนใส่เยอะเพราะทรงกำลังดี ไม่เทอะทะเท่า v6 990v5 คือรุ่นที่ใส่นุ่มที่สุดสำหรับช่วงหลายปีที่ผ่านมา แล้วก็ 992 ที่ Highsnobiety ยังให้ชนะ 991 ของ UK ในรอบแรกเพราะสี retro กับทรง chunky ที่กำลังกลับมา 993 ก็เป็นอีกรุ่นที่ช่างในเมนทำละเอียดมาก พื้น Vibram ใส่เดินพื้นเปียกที่ตลาดนัดยังเกาะดี เก็บสีพื้นๆ อย่าง grey navy ไว้ก่อน แล้วค่อยไปตามสีพิเศษอย่าง Dark Camo หรือ Driftwood ทีหลังจะคุ้มกว่า
ฝั่ง UK ถ้าจะเก็บให้ครบ ต้องมี 991 ตัวดั้งเดิมที่สตีฟ จ็อบส์ใส่บ่อยๆ หนังกลับนุ่ม ใส่กับอะไรก็ดูฉลาด ต่อด้วย 991v2 ที่อัปเดตพื้นเป็น FuelCell เดินสบายขึ้นเยอะแต่ยังเก็บทรงเดิม แล้วก็ 1500 คือพระเอกของ Flimby เลย เปิดตัวปี 1989 ทรงเรียว ใส่แล้วเท้าดูยาว รุ่นฉลอง 35 ปีสีขาวเทา หรือรุ่น Maple Syrup สีน้ำตาลเข้มที่ออกปลายปีนี้ ราคาประมาณ 240 ดอลลาร์ คือสีที่เก็บไว้ใส่ได้นานไม่เบื่อ 576 อีกคู่ที่คนอังกฤษรักมาก ทรงวินเทจแท้ๆ ถ้าเจอคอลแลป Stone Island x 991v2 หรือรุ่น Made in England ที่ใช้วัสดุพิเศษ แนะนำให้รีบเก็บ เพราะผลิตน้อยและหมดเร็วมากที่ร้านในยุโรป สั่งออนไลน์มาบ้านเราก็ยังพอทัน
สรุป
New Balance Made in USA เน้นโครงสร้างแน่น ทรง chunky ใช้เทคโนโลยี FuelCell ENCAP ABZORB เดินนานไม่ยวบ ผลิตในเมนกับแมสซาชูเซตส์ มูลค่าวัตถุดิบในประเทศเกิน 70% ส่วน Made in UK ผลิตที่ Flimby ช่างฝีมือทำมือ งานละเอียดกว่า หนังนุ่ม ทรงเพรียว สีโทนหม่นแบบอังกฤษ ผลิตน้อยประมาณ 28000-30000 คู่ต่อสัปดาห์ ราคาพอๆ กัน อยู่ที่ 7200-9500 บาท แล้วแต่รุ่นกับสีพิเศษ
รุ่น USA น่าเก็บ
- 990v1 OG สีเทา ต้นตำรับซีรีส์
- 990v3 core grey ทรงบาลานซ์ ใส่ทุกวันได้
- 990v5 นุ่มที่สุดในตระกูล
- 992 ทรง retro ชนะ 991 ในโหวตของ Highsnobiety
- 993 พื้น Vibram ทน เดินพื้นเปียกเกาะดี
รุ่น UK น่าเก็บ
- 991 คลาสสิก หนังกลับนุ่ม ใส่กับลุคสุภาพง่าย
- 991v2 อัปเดตพื้น FuelCell เดินสบายขึ้น
- 1500 ทรงเรียวปี 1989 ไอคอนของ Flimby
- 1500 35 ปี รุ่นลิมิเต็ดสีขาวเทา
- 576 วินเทจอังกฤษ คอลแลปหายากควรรีบเก็บ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น