ความคลาสสิกที่รอคอยในปี 2025 นี้ สิ่งที่แฟนๆ สนีกเกอร์ทั่วโลกต่างรอคอยมานานก็มาถึง นั่นคือการกลับมาอีกครั้งของ Nike Air Jordan 1 Low OG "Chicago" ซึ่งถือเป็นการทำ Retro ครั้งแรกอย่างเป็นทางการในรอบหลายปี หากย้อนกลับไปในปี 2016 ตอนที่รุ่นนี้ออกมาครั้งแรก หลายคนอาจจะยังไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควรจนมันไปจบลงที่ชั้นวางลดราคา แต่หลังจากกระแสสารคดี The Last Dance ในปี 2020 ความนิยมของทรง Low ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล จนราคาในตลาดรีเซลกระโดดไปไกลมาก การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ Jordan Brand ตัดสินใจหยิบสีที่เป็นไอคอนิกที่สุดกลับมาทำใหม่อีกครั้ง
การออกแบบและวัสดุที่สะท้อนถึงต้นฉบับ
ดีไซน์ของรุ่นปี 2025 นี้ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก โดยยังคงความคลาสสิกของเฉดสี Varsity Red, Black และ Summit White ไว้อย่างครบถ้วน ส่วนตัวผมมองว่าเฉดสีแดงที่ใช้บนส่วน Mudguard และส้นเท้านั้นมีความใกล้เคียงกับรุ่น Chicago High ปี 2015 มากกว่ารุ่น Lost and Found ที่เน้นความวินเทจแบบตั้งใจ วัสดุหนังที่ใช้นั้นถือว่าเป็นมาตรฐานของ Jordan Brand ในปัจจุบัน มีความหนาและแน่นใกล้เคียงกับรุ่น Shattered Backboard ปี 2025 ที่เพิ่งเปิดตัวไป แม้มันจะไม่ใช่หนังที่นุ่มจนน่าตกใจ แต่มันคือหนังที่ทนทานและดูดีตามสไตล์รองเท้าบาสเกตบอลยุค 80
จุดที่น่าสนใจของรายละเอียดมีดังนี้:
- ตัวรองเท้ามาพร้อมเชือกสีดำติดตั้งมาให้เลย และมีเชือกสีขาวสำรองมาให้อีกหนึ่งชุดสำหรับคนที่ชอบลุคที่ดูสว่างขึ้น
- โลโก้ Wings อันเป็นเอกลักษณ์ถูกปั๊มจมลงบนหนังสีแดงที่ส่วนส้นเท้าตามแบบฉบับรุ่น OG ซึ่งแตกต่างจากรุ่นทั่วไปที่จะมีลักษณะการวางโลโก้ที่ต่างออกไป
- ลิ้นรองเท้าเป็นไนลอนสีขาวตามมาตรฐานดั้งเดิม พร้อมป้าย Nike Air สีแดงที่ช่วยเสริมลุคความเป็นตัวจริงของรองเท้าตระกูล Jordan 1
ความรู้สึกในการสวมใส่และการเลือกไซส์
สำหรับเรื่องการสวมใส่ รองเท้ารุ่นนี้มาในทรง Air Jordan 1 Low OG ซึ่งจะมีลักษณะการตัดเย็บและการออกแบบช่วงส้นเท้าที่แตกต่างจากรุ่น Low ทั่วไปที่วางขายตามร้านค้าส่วนใหญ่ ในแง่ของไซส์ จากประสบการณ์ที่ผมได้ลองใส่ ผมแนะนำให้เลือกแบบ True to Size (ตรงไซส์) ได้เลย เพราะความกว้างและความยาวทำออกมาได้ค่อนข้างพอดีตามมาตรฐาน แม้ว่าฟีลลิ่งตอนใส่จะมีความแข็งตามสไตล์พื้นยางของ Jordan 1 แต่ในรุ่นปี 2025 นี้มีการใช้แผ่นรองพื้นแบบ Dream Cell เข้ามาช่วยเสริมความนุ่มได้บ้างเล็กน้อย ถึงแม้เทคโนโลยี Air ในพื้นจะไม่ได้นุ่มเด้งเหมือนรองเท้าวิ่งสมัยใหม่ แต่เสน่ห์ของมันคือความรู้สึกที่มั่นคงและสัมผัสที่เป็นธรรมชาติเวลาเดิน
ความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่าทรง High
สิ่งที่ทำให้ Air Jordan 1 Low OG Chicago โดดเด่นและกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คือความคล่องตัวในการแต่งตัว ส่วนตัวผมชอบความจริงที่ว่าเราสามารถหยิบมันมาใส่คู่กับกางเกงขายาวแล้วดูเหมือนใส่ทรง High ได้ หรือจะใส่กับกางเกงขาสั้นก็ดูเป็นธรรมชาติและไม่ดูหนาเทอะทะจนเกินไป มันคือรองเท้าที่ควรค่าแก่การวางไว้หน้าบ้านเพื่อหยิบมาใส่เป็น Everyday Sneaker ได้ทุกวัน เพราะมันเข้าได้กับทุกลุคจริงๆ
ความแตกต่างระหว่างรุ่นปี 2016 กับ 2025 มีอะไรบ้าง
แม้ว่า Nike Air Jordan 1 Low OG "Chicago" รุ่นปี 2025 จะเป็นการนำสีระดับตำนานกลับมาทำใหม่ แต่มีความแตกต่างที่น่าสนใจหลายประการเมื่อเทียบกับรุ่นปี 2016 ทั้งในแง่ของกระแสความนิยม การออกแบบ และเทคโนโลยีภายในรองเท้า ดังนี้ครับ
กระแสความนิยมและสถานะในตลาด
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่ตัวรองเท้า แต่คือ "การยอมรับจากผู้ใช้งาน" ในปี 2016 รองเท้ารุ่นนี้เคยวางจำหน่ายแบบเงียบๆ และกลายเป็นรองเท้าที่ "ค้างสต็อก" จนต้องนำไปวางขายใน Outlet และลดราคาต่ำกว่าป้าย เนื่องจากในตอนนั้นผู้คนยังไม่ให้ความสนใจกับทรง Low มากนัก แต่สำหรับการกลับมาในปี 2025 สถานะของมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยกลายเป็นหนึ่งในรองเท้าที่มีคนรอคอยมากที่สุดลำดับต้นๆ ของปี
การเฉดสีและการออกแบบที่อ้างอิงต้นฉบับ
ในรุ่นปี 2025 ทาง Jordan Brand เลือกที่จะทำออกมาให้เป็น "True Retro" หรือการย้อนยุคแบบตรงไปตรงมา โดยไม่มีการแต่งแต้มความวินเทจแบบรุ่น Lost and Found หรือรุ่น Reimagined อื่นๆ โดยรายละเอียดของเฉดสีแดง Varsity Red และสีขาว Summit White ในรุ่นปี 2025 นี้ ถูกระบุว่ามีโทนสีที่ ใกล้เคียงกับ Air Jordan 1 High "Chicago" ปี 2015 มากกว่ารุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับจูนสีให้ดูคลาสสิกและสะอาดตาตามแบบฉบับดั้งเดิมมากที่สุด
วัสดุและการสวมใส่ที่พัฒนาขึ้น
แม้ว่าวัสดุหนังที่ใช้ในรุ่นปี 2025 จะถูกมองว่าเป็นมาตรฐานทั่วไปของ Jordan Brand (Standard Leather) แต่มีความใกล้เคียงกับรุ่นคุณภาพสูงอย่าง *Shattered Backboard* ปี 2025 ในเรื่องของความหนาและความแข็งแรง นอกจากนี้ จุดที่รุ่นปี 2025 แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือการนำเทคโนโลยี แผ่นรองพื้น Dream Cell (Dream Cell Insole) มาใช้ ซึ่งมีความหนาและนุ่มกว่าแผ่นรองพื้นแบบเดิมในอดีต ช่วยให้การสวมใส่มีความสบายขึ้นเล็กน้อยแม้ว่าพื้นชั้นกลาง (Midsole) จะยังคงมีความแข็งตามสไตล์รองเท้ายุค 80 ก็ตาม
รายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจ
- กล่องรองเท้า รุ่นปี 2025 มาในกล่องสีดำตัดแดงมาตรฐานของ Air Jordan 1 แต่มีการปรับเปลี่ยน ป้ายไซส์ (Size Tag) ด้านหน้าให้มีสัญลักษณ์ Gold Jumpman ตัวเล็กๆ เพิ่มเข้ามา
- อุปกรณ์ในกล่อง รุ่นปี 2025 มาพร้อมเชือกสีดำที่ร้อยมาให้เลย และมีเชือกสำรองสีขาวมาให้ในกล่อง
- การปั๊มโลโก้ Wings ที่ส้นเท้าของรุ่น 2025 จะเป็นแบบปั๊มจมลงไปในเนื้อหนัง ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นรุ่น OG ที่แตกต่างจากรุ่นธรรมดาทั่วไป
การกลับมาในปี 2025 คือการแก้ตัวจากรุ่นปี 2016 ที่เคยถูกมองข้าม โดยเน้นไปที่การ คงความคลาสสิกของสีสันให้เหมือนรุ่น High ปี 2015 และเพิ่มความสบายในการใส่ด้วยแผ่นรองพื้นสมัยใหม่ครับ
ทำไม Air Jordan 1 Low ถึงเริ่มแซงทรง High ในด้านความนิยม
สาเหตุที่ Air Jordan 1 Low เริ่มก้าวขึ้นมาครองความนิยมเหนือทรง High ในปัจจุบัน เกิดจากปัจจัยสำคัญหลายประการที่ผสมผสานกัน ทั้งในเรื่องของกระแสแฟชั่น การสนับสนุนจากคนดัง และความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ดังนี้
- อิทธิพลจาก Travis Scott จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อ Travis Scott เปิดตัวรองเท้าคอลแลปส์ Air Jordan 1 Low รุ่นแรกของเขา กระแสนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของทรง Low เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง "น้องเล็ก" ของทรง High กลายเป็นรองเท้าที่มีความต้องการสูงและมีราคาในตลาดรีเซลพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
- ความอเนกประสงค์ในการแต่งตัว (Versatility): รองเท้าทรง Low ถูกออกแบบมาให้เป็นรองเท้าบาสเกตบอลที่ใส่ได้ทั้งในและนอกสนามตั้งแต่ปี 1985 ในมุมมองปัจจุบัน ผู้คนเริ่มหันมานิยมทรงนี้เพราะแมตช์กับการแต่งตัวได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะเมื่อใส่กับกางเกงขายาวจะให้ลุคที่ดูคล้ายทรง High แต่เมื่อใส่กับกางเกงขาสั้นจะดูเป็นธรรมชาติและไม่ดูหนาเทอะทะเท่าทรง High
- กระแสจากสื่อและเหตุการณ์โลก: สารคดี The Last Dance ในปี 2020 ประกอบกับช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ ทำให้ราคาและความนิยมของ Air Jordan 1 ทุกความสูงพุ่งสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นความชอบของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไปสู่ลุคที่ดูสวมใส่ง่ายและทันสมัยกว่า ทำให้ทรง Low เริ่มแซงหน้าทรง High ในด้านความนิยมมาจนถึงปี 2025
- ความสะดวกในการสวมใส่ (Wearability): หลายคนเลือกทรง Low เพราะมันเป็นรองเท้าที่สามารถใส่เป็น Everyday Sneaker ได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยรูปทรงที่เตี้ยทำให้สวมใส่และถอดได้สะดวกกว่า และกลายเป็นไอเทมที่ทันสมัย (Fashionable) มากกว่าในสายตาของคนรุ่นใหม่
แม้ในอดีตอย่างปี 2016 รุ่น Chicago Low จะเคยเหลือค้างสต็อกจนต้องไปวางขายใน Outlet แต่ในปัจจุบันด้วยอิทธิพลจากความนิยมของ Travis Scott และการปรับเปลี่ยนรสนิยมด้านแฟชั่น ทำให้ Air Jordan 1 Low กลายเป็นเวอร์ชันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของตระกูล Jordan 1 ไปแล้ว
ข้อมูลสำคัญสำหรับรุ่นนี้
1. เป็นรองเท้าที่เน้นการทำ Retro แบบดั้งเดิม ไม่ได้พยายามใส่ความเก่าหรือทำการ Reimagined ให้ดูแปลกตา
2. หนังมีความทนทานและคุณภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของการผลิตจำนวนมาก ไม่ได้หวือหวาแต่ใช้งานได้จริง
3. กำหนดการวางจำหน่ายที่คาดไว้คือวันที่ 15 พฤศจิกายน 2025 ในราคาประมาณ 140 เหรียญสหรัฐ
สรุปข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี
- ความอเนกประสงค์ในการแต่งตัว เป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุด เพราะสามารถใส่คู่กับกางเกงขายาวเพื่อให้ลุคที่ดูคล้ายกับทรง High หรือจะใส่กับกางเกงขาสั้นก็ดูเป็นธรรมชาติและไม่หนาเทอะทะเท่าทรง High ทำให้เหมาะจะเป็นรองเท้าที่หยิบมาใส่ได้ทุกวัน
- ดีไซน์แบบ Retro ที่แท้จริง รุ่นปี 2025 นี้ไม่ได้พยายามทำให้ดูวินเทจหรือเก่าแบบรุ่น Reimagined หรือ Lost and Found แต่เป็นการทำสี Varsity Red ให้ดูสะอาดตาและใกล้เคียงกับรุ่น Chicago High ปี 2015 มากที่สุด
- การอัปเกรดแผ่นรองพื้น มีการใช้แผ่นรองพื้นแบบ Dream Cell ที่มีความหนาของโฟมมากกว่าแผ่นรองพื้นปกติ ช่วยเพิ่มความนุ่มสบายขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
- รายละเอียดที่สวยงามตามแบบฉบับ OG มาพร้อมกับโลโก้ Swoosh ขนาดใหญ่ที่ดูเต็มสัดส่วน และโลโก้ Wings ที่ส้นเท้าซึ่งใช้เทคนิคการปั๊มจมลงบนเนื้อหนังตามมาตรฐานของรุ่น OG
ข้อเสีย
- คุณภาพวัสดุหนังอยู่ในระดับมาตรฐาน หนังที่ใช้ถูกประเมินว่าเป็นหนังมาตรฐานทั่วไปของ Jordan Brand (Standard Jordan Brand leather) ซึ่งไม่ได้มีความนุ่มหรือความพิเศษโดดเด่นไปกว่ารองเท้าที่ผลิตในปริมาณมากรุ่นอื่นๆ
- ความสบายที่จำกัด แม้จะมีแผ่นรองพื้น Dream Cell แต่พื้นชั้นกลาง (Midsole) ยังคงมีความแข็งตามสไตล์รองเท้ายุค 80 ให้ความรู้สึกเหมือน "เท้าเหยียบยาง" และไม่ค่อยรู้สึกถึงแรงกระแทกจากหน่วย Air ด้านใน ทำให้หากใส่เดินทั้งวันอาจจะรู้สึกไม่สบายเท้าเท่าที่ควร
- ความแตกต่างของทรงรองเท้า ทรงของรุ่น Low OG จะมีความแตกต่างจากรุ่น Low ทั่วไปที่วางขายในตลาด (Non-OG) เล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงส้นเท้าและรูปทรงโดยรวม ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ไม่เคยใส่รุ่น OG มาก่อนเกิดความสับสนในการเลือกไซส์ได้
- ราคาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีการคาดการณ์ราคาไว้ที่ประมาณ 140 เหรียญสหรัฐ แต่มีความเป็นไปได้ที่ราคาขายปลีกอาจจะพุ่งสูงขึ้นกว่านั้นเมื่อถึงเวลาจำหน่ายจริง


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น