เดินเข้าช็อปทีไร เห็นรองเท้าลายเส้นโค้งเหมือนกันวางติดกันสองฝั่ง ทั้ง ASICS กับ Onitsuka Tiger แล้วก็แอบงว่าสรุปมันต่างกันยังไง โลโก้ก็คล้ายกัน มาจากญี่ปุ่นเหมือนกัน ราคาก็ไม่เท่ากันอีก บางคู่ทรงวินเทจมาก บางคู่ดูสปอร์ตจัดเต็ม เลยกลายเป็นว่าเวลาเลือกซื้อก็ลังเล ไม่รู้ว่าคู่ไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเองจริงๆ
ความจริงสองแบรนด์นี้มีที่มาเดียวกันแต่แยกทางกันชัดเรื่องการใช้งาน คู่หนึ่งเกิดมาเพื่อสายแฟชั่น ใส่เดินสยาม คาเฟ่ ถ่ายรูปสวยๆ ส่วนอีกคู่ทำมาเพื่อคนวิ่งจริงจัง ออกกำลังกาย เซฟเข่าเซฟเท้า พอเข้าใจจุดต่างแล้วจะเลือกง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องยืนเทียบหน้าร้านนาน หรือกดสั่งออนไลน์แล้วกลัวพลาดอีกต่อไป
หลายคนเห็นโลโก้ลายเส้นโค้งเหมือนกันแล้วคิดว่า ASICS กับ Onitsuka Tiger คือแบรนด์เดียวกันเป๊ะๆ ซึ่งจริงครึ่งเดียว เพราะ Onitsuka Tiger คือจุดเริ่มต้นทั้งหมด ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1949 ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น โดยคนชื่อ Kihachiro Onitsuka เริ่มจากทำรองเท้าบาสเกตบอลให้นักเรียน พอถึงปี 1977 บริษัทได้รวมกับอีกหลายบริษัทแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น ASICS ย่อมาจากภาษาละติน Anima Sana In Corpore Sano แปลว่า จิตใจที่สมบูรณ์ในร่างกายที่สมบูรณ์ จากนั้นแบรนด์ Onitsuka Tiger ก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะกลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้งช่วงปี 2002 เพราะกระแสรองเท้าวินเทจกำลังมาแรง พอปี 2008 ก็มีไลน์ Nippon Made ที่ผลิตด้วยมือในโตเกียว เน้นวัสดุพรีเมียม เลยทำให้สองชื่อนี้อยู่ใต้บริษัทเดียวกัน แต่แยกบทบาทกันชัดเจนเหมือนพี่น้องที่เดินคนละสาย
ถ้ามองเรื่องดีไซน์และความตั้งใจในการออกแบบ จะเห็นว่าแตกต่างกันมากพอสมควร Onitsuka Tiger ชูความเรโทร คลาสสิก มินิมอล เอาโมเดลดังในอดีตอย่าง Mexico 66 ที่เปิดตัวสำหรับโอลิมปิกปี 1968 กลับมาขายใหม่ เน้นใส่เที่ยว ใส่เดินห้าง แมตช์กับกางเกงยีนส์หรือชุดสตรีทได้ง่าย ลายเส้นข้างเท้าที่คนจำได้จริงๆ แล้วเมื่อก่อนเป็นแถบเสริมความแข็งแรง ไม่ใช่แค่โลโก้สวยๆ ส่วน ASICS จะไปทางโมเดิร์นและฟังก์ชันเพื่อนักกีฬาเต็มตัว ใช้หลักการ Impact Guidance System ที่ออกแบบให้ชิ้นส่วนรองเท้าทำงานร่วมกัน เพื่อให้เท้าขยับได้ธรรมชาติที่สุด ไม่ฝืนการเคลื่อนไหว เทคโนโลยีอย่าง GEL ที่เห็นเป็นเจลใสด้านส้น หรือ FlyteFoam ที่น้ำหนักเบาแต่เด้ง ล้วนใส่มาเพื่อคนวิ่ง คนออกกำลังกายจริงจัง ดังนั้นแค่ดูทรงก็พอเดาได้ว่าใครเน้นแฟชั่น ใครเน้นเพอร์ฟอร์แมนซ์
เรื่องของเทคโนโลยีและการใช้งานก็เป็นอีกจุดที่แยกสองแบรนด์นี้ขาด ASICS ใส่ระบบซัพพอร์ตมาแบบจัดเต็ม รุ่นที่คนไทยคุ้นหูอย่าง GEL-Kayano สำหรับคนเท้าล้ม หรือ Nimbus ที่นุ่มมาก เหมาะกับวิ่งยาว 10 กิโล 21 กิโล หรือซ้อมมาราธอน พื้นรองเท้ามีการเซาะร่องและใช้ยางที่เกาะถนนเปียกได้ดี เวลาไปงานวิ่งที่สวนลุม สวนรถไฟ หรือบางแสน จะเห็น ASICS เยอะมาก เพราะตอบโจทย์การใช้งานจริง ส่วน Onitsuka Tiger พื้นรองเท้าจะบางกว่า ซัพพอร์ตน้อยกว่า เน้นใส่สบายแบบรองเท้าลำลอง เดินสยาม วันนึงหมื่นก้าวก็โอเค แต่ถ้าเอาไปวิ่งจริงจังหรือยืนนานๆ แบบคนทำงานอีเวนต์อาจรู้สึกเมื่อยเร็วกว่า เพราะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแรงกระแทกซ้ำๆ เหมือนรองเท้ากีฬาโดยเฉพาะ
ถ้าพูดถึงราคาและความรู้สึกเวลาซื้อ คนจะรู้สึกว่า Onitsuka Tiger แพงกว่า ASICS พอสมควร โดยทั่วไป ASICS รุ่นเริ่มต้นจะอยู่ราวๆ 2,000 ถึง 5,500 บาท แล้วแต่รุ่น ส่วนรุ่นท็อปของสายวิ่งอาจไปถึง 7,000 บาท ส่วน Onitsuka Tiger ราคาเริ่มประมาณ 3,000 บาท ไปจนถึง 5,500 บาทขึ้นไป โดยเฉพาะไลน์ Nippon Made ที่ทำมือในญี่ปุ่น ราคาจะโดดไปแตะ 7,000 ถึง 9,000 บาทได้เลย เหตุผลที่แพงกว่าเพราะงานฝีมือ วัสดุหนังกลับ หนังแท้ และการผลิตจำนวนน้อย ไม่ได้แมสโปรดักชั่นเหมือน ASICS ที่ผลิตโรงงานใหญ่เพื่อขายทั่วโลก ความต่างนี้ทำให้หลายคนมองว่า Onitsuka Tiger เป็นฝั่งดีไซเนอร์หรือพรีเมียมไลฟ์สไตล์ของบริษัท ส่วน ASICS คือฝั่งอุปกรณ์กีฬาที่คุ้มค่าต่อการใช้งาน
กลุ่มคนที่หยิบสองแบรนด์นี้ก็ไม่เหมือนกัน เวลาไปเดินพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ หรือไอคอนสยาม จะเห็น Onitsuka Tiger อยู่บนเท้าสายแฟชั่น อินฟลูเอนเซอร์ คนทำงานครีเอทีฟ ที่ชอบแต่งตัวแนวมินิมอลญี่ปุ่นหรือเกาหลี รุ่น Mexico 66 สีครีมแถบดำ แถบกรมท่า กลายเป็นไอเท็มที่เห็นบ่อยตามคาเฟ่ ตัดกับ ASICS ที่จะเจอตามฟิตเนส สนามกีฬา หรือกลุ่มนักวิ่งที่ซ้อมสวนสาธารณะตอนเช้า คนที่ซื้อ ASICS มักดูเรื่องดรอปของพื้น ความมั่นคงตอนลงเท้า น้ำหนักรองเท้า เพราะมีผลกับอาการบาดเจ็บโดยตรง ต่างกับ Onitsuka Tiger ที่คนเลือกเพราะทรงสวย สีโดน ใส่แล้วเข้ากับชุดมากกว่าเรื่องสเปกตัวเลข
ดังนั้น อันนี้เลยกลายเป็นว่า ถึงจะมีต้นกำเนิดเดียวกัน โลโก้คล้ายกัน แต่การเลือกใช้ต่างกันสิ้นเชิง ถ้าชีวิตประจำวันเน้นเดินห้าง เที่ยวคาเฟ่ ถ่ายรูป ต้องการคู่ที่หยิบมาใส่กับชุดไหนก็รอด Onitsuka Tiger ตอบโจทย์มาก โดยเฉพาะ Mexico 66, Serrano, หรือ Delegation EX ที่ทรงเรียว น้ำหนักเบา แต่ถ้ากิจวัตรคือวิ่งตอนเย็น ลงงานวิ่งมินิมาราธอน หรือเล่นแบด ตีเทนนิส ASICS จะเซฟเข่าเซฟข้อเท้ามากกว่า เพราะมีทั้งเจลรับแรงกระแทก โครงสร้างกันเท้าล้ม และหน้าผ้าที่ระบายอากาศดีกว่า การมีสองแบรนด์ในเครือเดียวกันเลยเหมือนบริษัททำรองเท้าให้ครบทุกบทบาทในชีวิต ไม่ว่าจะวันชิลหรือวันลุย
สรุป
- ASICS กับ Onitsuka Tiger มาจากบริษัทเดียวกันตั้งแต่ปี 1949 แต่ปัจจุบันแยกบทบาทชัดเจน ASICS ทำรองเท้าเพื่อกีฬาโดยเฉพาะ ใส่เทคโนโลยี GEL, FlyteFoam มาเต็ม ซัพพอร์ตดี เหมาะกับวิ่ง ออกกำลังกาย ราคาเริ่มต้นประมาณ 2,000 ถึง 7,000 บาท ส่วน Onitsuka Tiger เน้นสายแฟชั่น ดีไซน์เรโทรอย่าง Mexico 66 ใส่เที่ยว ใส่เดินเล่น น้ำหนักเบา ทรงสวย แต่ซัพพอร์ตน้อยกว่า ราคาอยู่ราว 3,000 ถึง 9,000 บาทเพราะงานคราฟต์ญี่ปุ่น
- เลือกง่ายๆ คือถ้าจะวิ่ง จะซ้อม จะเน้นเพอร์ฟอร์แมนซ์ ไป ASICS ได้เลย เซฟเท้ากว่า แต่ถ้าอยากได้คู่ที่แมตช์กับชุด ใส่เดินสยาม ถ่ายรูป ไลฟ์สไตล์ชิลๆ Onitsuka Tiger ตอบโจทย์กว่า ถึงโลโก้จะคล้ายกัน แต่ใช้งานคนละแบบ เลือกตามชีวิตประจำวันได้เลย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น